บทความ

บทความ อุตสาหกรรมคอมโพสิตถึงเวลาปรับโฉม

ไลท์อาร์ทีเอ็ม Light RTM

30 พฤษภาคม 2565 เวลา 7:41

Cover Image

อุตสาหกรรมคอมโพสิตถึงเวลาปรับโฉม

ในระยะเวลาไม่กี่ปีมานี้อุตสาหกรรมคอมโพสิตได้มีการพัฒนา และปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก จากระบบการผลิตด้วยมือ (Hand Lay-up) ถูกทดแทนด้วยระบบเครื่องจักรมากขึ้น เช่น ระบบพ่น (Spray up) จนถึง ระบบฉีดเรซินด้วยแรงดันสูง RTM (Resin Transfer Mould) แต่ระบบ ในช่วงต้นของการพัฒนาเป็นระบบที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากเนื่องจากต้องมี โมลด์ที่แข็งแรงและต้องใช้แรงดันฉีดเรซิ่นเข้าไปในโมลด์เพียงอย่างเดียว จึงทำให้ต้องมีความแข็งแรงและมีต้นทุนค่าโมลด์สูงมาก

แต่วันนี้อุตสาหกรรมคอมโพสิตได้พัฒนากระบวนการผลิตไปสู่ ขั้นตอนของระบบฉีดเรซิ่นด้วยแรงดันต่ำ LRTM (Light Rasin Transfer Mould) ซึ่งระบบนี้เป็นระบบปิด (Close Mould) สามารถช่วยผู้ประกอบการ ลดทั้งค่าใช้จ่ายในการลงทุนโมลด์และลดค่าใช้จ่ายเครื่องจักรให้ถูกลง และยังสามารถใช้ผลิตชิ้นงานจำนวนมากๆ โดยที่คุณภาพยังคงได้รับการยอมรับจากตลาด

 

คุณณัฐวุฒิ ชัยญาคุณพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท นีโอเทค อินสเปคชั่น แอนด์ เคมิคัล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมคอมโพสิตครบวงจร กล่าวในฐานะผู้นำเสนอเทคโนโลยี LRTM เข้ามายกระดับการผลิตคอมโพสิตของไทยให้ก้าวหน้ามากขึ้นว่าระบบ LRTM เป็นระบบฉีดเรซิ่นที่ผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลกอย่างยุโรปและอเมริกาได้พัฒนามาตั้งแต่ 4-5 ปีที่ผ่านมา แต่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้การฉีดเรซิ่นที่นิยมใช้กันเป็นระบบ RTM แต่เดิมระบบนี้จะต้องใช้แรงดันในการฉีดเรซิ่นเข้าไปในโมลด์ที่สูงมาก ส่งผลให้โมลด์มีความหนาและมีน้ำหนักมาก เนื่องจากต้องทนแรงอัดจากการฉีดเพื่อให้เรซิ่นสามารถอัดเข้าในชิ้นงานได้

จากปัญหาน้ำหนักความหนาของโมลด์และราคาที่สูง ในต่างประเทศจึงวิจัยและพัฒนาคิดค้นระบบ LRTM ที่สามารถทําให้ขนาดของโมล มีความหนาน้อยลงและนํ้าหนักเบาลง และใช้เครื่องฉีดที่มีแรงดันน้อยลง เพราะ LRTM ได้ใช้เทคนิคระบบดูดอากาศเข้ามาช่วยในการฉีด ซึ่งระบบนี้จะดูดอากาศออกจากโมลด์ พร้อมกับฉีดเรซิ่นเข้าไป ดังนั้นภายในกระบวนการผลิตจึงเกิดแรงดึงอากาศ ช่วยทําให้เรซิ่นผ่านเข้าไปในโมลได้ง่ายมากขึ้นฉะนั้นโมลด์จึงไม่จําเป็นมีความหนามากหรือน้ำหนักมากเหมือนแต่ก่อน ทำให้การฉีดชิ้นงานใช้แรงดันต่ำลงและสามารถฉีดชิ้นงานได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของโมลด์ถูกลง

 

 

ก้าวหน้าอีกขั้นด้วยระบบฉีดแบบ LRTM

คุณสมบัติพิเศษของระบบ LRTM เมื่อเทียบกับระบบเดิมอย่าง RTM ที่มีวิธีการฉีดโดยใช้กำลังอัดเรซิ่นเข้าไปในโมลด์เพียงอย่างเดียวจนกระทั่งเต็ม ซึ่งปัญหาในการฉีดแบบเดิมจะต้องรอเรซิ่นให้เต็มจนล้นออกมาจึงมีการปิดระบบ ฉะนั้นระบบนี้จึงมีข้อผิดพลาดมากเพราะบางครั้งแรงอัดที่สูงมากทำให้ควบคุมกระบวนการฉีดได้ยาก

แต่ด้วยข้อดีระบบ LRTM จะมีระบบดูดอากาศเข้ามาช่วยควบคุม คุณภาพการฉีดได้ดี เพราะมีการ Vacuum อากาศออกก่อน ทําให้ภายใน โมลต์จึงเปรียบเสมือนกับสูญญากาศที่น่าชิ้นงานไปฉีดในบรรยากาศ นอกโลกถึง 100 กิโลเมตร ส่งผลให้ภายในโมลด์จะมีแรงดูดมหาศาล เมื่อปล่อยเรซิ่นเข้าไปไม่จำเป็นต้องใช้แรงดันสูง เพียงปล่อยแรงดันต่ำ ประมาณ 1 บาร์ เรซิ่นก็จะไหลเข้าไปทดแทนอากาศที่ถูกดูดเข้าไปแล้ว ทำให้ชิ้นงานที่ฉีดออกมามีคุณภาพเหมือนกับระบบ RTM แต่มีข้อดีที่ ไม่ต้องใช้แรงดันสูงในกระบวนการฉีด ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะใช้ระบบเซ็นเซอร์ คอยควบคุมการฉีดและดูดอากาศต่อเนื่องกัน จนเมื่อฉีดเรซิ่นเข้าไปใน โมลด์เป็นที่เรียบร้อยแล้วระบบเซ็นเซอร์ก็จะตัดระบบการทํางานอัตโนมัติ

 

“การใช้ระบบ LRTM จะทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนที่ถูกลง ถ้าเทียบกับ ระบบ RTM ยกตัวอย่างราคาของโมลด์ที่ใช้ในระบบ RTM 1 ตารางเมตร อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท แต่โมลด์ที่ใช้ในระบบ LRTM 1 ตารางเมตรเฉลี่ยประมาณ 40,000-50,000 บาท โดยเฉพาะเครื่องฉีดที่ใช้ในระบบ RTM ปกติแรงดันสูงจะใช้ถึง 4-5 บาร์ แต่ระบบ LRTM จะใช้เครื่องฉีดแรงดันต่ำเพียงไม่เกิน 1 บาร์ ทําให้กระบอกฉีดและเครื่องฉีดมีขนาดเล็กลง ราคาจึงถูกลง ขณะที่ชิ้นงานที่มาจาก LRTM เทียบกับ RTM ความเที่ยงตรงของชิ้นงานใกล้เคียงกัน แต่จํานวนอาจฉีดได้ช้ากว่าถ้าเทียบกับ RTM จะฉีดได้ 15 ชิ้น/วัน ขณะที่ระบบใหม่จะฉีดได้ 8-10 ชิ้น/วัน

ที่ผ่านมาระบบ RTM เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม คอมโพสิต สามารถผลิตได้รวดเร็วกว่าเพราะว่าใช้แรงดันที่สูงกว่า ทําให้เรซิ่นไหลเข้าไปในโมลต่อย่างรวดเร็ว RTM จึงเหมาะสมกับกำลัง การผลิตจํานวนมากตั้งแต่ 30,000-50,000 ชิ้น/เดือน แต่ถ้าผู้ผลิตมี กำลังการผลิต 1,000-5,000 ชิ้น/เดือนขึ้นไป ระบบ LRTM นั้น จากเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมขนาดเอสเอ็มอีที่ผลิตจำนวนน้อย แต่ยังคงคุณภาพตามที่ตลาดต้องการอีกทั้งการทำงานของระบบนี้ยังช่วยลดมลภาวะทางด้านกลิ่นได้ดีกว่าระบบ RTM เพราะระบบดังกล่าวเป็นระบบปิดจึงไม่มีกลิ่นของสารละลาย โมโนสไตรีน ที่อาจระเหยได้ทั่วไป

 

อย่างไรก็ตาม ระบบดั้งเดิมอย่างการผลิตด้วย Hand Lay-up ที่อุตสาหกรรมไฟเบอร์กลาสของไทยก็ยังถือว่าได้รับความนิยมใช้อยู่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ผลิตที่ใช้ระบบ RTM ในประเทศจะมีแต่บริษัทต่างชาติเพียง 2-3 รายที่เข้ามาลงทุนผลิต และยังมีผู้ผลิตอีกหลายรายที่เคยนำเอาระบบ RTM เข้ามาใช้แต่ไม่ประสบความสำเร็จและกลับมาใช้ระบบ Hand Lay-up เหมือนเดิม

แต่ระบบ LRTM ที่เพิ่งเข้ามาในไทยก็เริ่มมีคนสนใจที่จะศึกษาการใช้ระบบนี้กันมากขึ้น และมีบางรายสั่งซื้อเครื่องจักรเพื่อไปทดลองผลิตบ้างแล้ว โดยที่ผ่านมาบริษัทมีการฝึกอบรมสัมมนาและแนะนำให้ความรู้ผ่านทางสมาคมไทยคอมโพสิทเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตระบบ LRTM พร้อมให้บริการวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักร วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบบครบวงจร

 

คุณณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า แนวทางในพัฒนาอุตสาหกรรม คอมโพสิตของไทยจะต้องพยายาม เน้นผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อทดแทนการนําเข้าจากต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาโนฮาวและความรู้ทางด้านวิชาการเพื่อผลิตสินค้าให้มีความแตกต่างและมีคุณภาพสูงขึ้น และไม่ควรลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อแข่งขันด้านราคามากจนเกินไป แต่ควรมองไปที่การพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัยมากขึ้นเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ เมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้คุณภาพแล้วสินค้านั้นก็จะเป็นที่ ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

 

รวมรวมจากนิตยสาร THE INNOVATION WORLD MAGAZINE

 

ผู้ผลิตของเรา

เมเยอร์ เรซิ่น Mayor Resinอลัน ฮาร์เปอร์ Alan Harperนอร์ด คอทโพสิท Nord Compositesฟาเรคลา Fareclaโซลเวย์ ไซเทค Solvay Cytexเอ็กเซล Axel plasticsไดอะเทค Diatexแลนทอร์ Lantorชิงเต่า โพลี Qingdao Polysจูชิ Jushiซีพีไอซี CPICพีจีไอ PGIซีเอ็นบีเอ็ม CNBMนิด้าพลาส Nidaplastอาฟโคน่า Afconaไดแอพ Diabกูริท Guritฟรีแมน Freeman Supply Co.อาทิตยา เรซิ่น Aditiya Resinโรบูโซ Robusoฟอร์โมซ่า Formosa Taffetaเอ็นเจ โรบินสัน NJ Robinsonเท็กโซนิก Texonicโพรเทค Protech

139 ซ. พระยาสุเรนทร์ 30 ถ.พระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพ 10510

02-5174955-6

© Neotech Composites 2021
QR เฟสบุ๊ค
@neotechcomposite
เพจเฟสบุ๊ค
QR ไลน์
@neotech
เพิ่มเพื่อนในไลน์
© Neotech Composites 2021